ผลคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด: คดีฟ้องว่าการสรรหาและคัดเลือกอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๙ ศาลปกครองพิษณุโลกได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (อุทธรณ์) คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๑๒๗๔/๒๕๖๘ โดยสรุปได้ว่า คดีมี ๒ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก การที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ คัดเลือก ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กระบวนการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรและสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร) ชอบด้วยกฎหมายแล้ว...
ประเด็นแรก การที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ คัดเลือก ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กระบวนการสรรหาและพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรและสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร) ชอบด้วยกฎหมายแล้ว...
...โดยปรากฏว่าก่อนการลงคะแนนลับเพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร สภามหาวิทยาลัยได้ให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้ง ๓ คน แสดงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย คนละ ๒๐ นาที และตอบคำถามจำนวน ๓ ข้อ อีกคนละไม่เกิน ๓๐ นาที เห็นได้ว่าการพิจารณาลงมติของสภามหาวิทยาลัยมิได้พิจารณาจากบันทึกข้อความของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีจำนวน ๑ หน้า โดยมิได้พิจารณาคุณสมบัติด้านต่าง ๆ ของผู้เข้ารับการสรรหาให้ครบถ้วนตามที่ผู้ฟ้องคดีเข้าใจแต่อย่างใด ประกอบกับไม่ปรากฏว่าการลงมติของกรรมการสภามหาวิทยาลัยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบประการอื่น ดังนั้น การที่สภามหาวิทยาลัยมีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๑ คัดเลือก ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นที่สอง การที่สภามหาวิทยาลัยมีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ แต่งตั้ง ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ามีอำนาจตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.๒๕๔๗ ที่จะแต่งตั้ง ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิตให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรได้ มติของสภามหาวิทยาลัยดังกล่าวมีลักษณะเป็นมาตรการภายในของฝ่ายปกครอง ซึ่งมิได้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด...
ประเด็นที่สอง การที่สภามหาวิทยาลัยมีมติในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ แต่งตั้ง ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ามีอำนาจตามมาตรา ๓๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.๒๕๔๗ ที่จะแต่งตั้ง ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิตให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรได้ มติของสภามหาวิทยาลัยดังกล่าวมีลักษณะเป็นมาตรการภายในของฝ่ายปกครอง ซึ่งมิได้มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด...
...ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำของสภามหาวิทยาลัย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติของสภามหาวิทยาลัย ในการประชุมครั้งที่ ๙/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ระเบียบวาระที่ ๕.๒ ที่แต่งตั้ง ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ดังนั้น ผศ.ดร.ปรียานุช พรหมภาสิต จึงสามารถเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรเกิน ๑๘๐ วัน ได้โดยที่สภามหาวิทยาลัยไม่จำต้องพิจารณาแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีใหม่เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ๑๘๐ วันอีก อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น
สรุป ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับที่ศาลปกครองพิษณุโลกพิพากษายกฟ้อง จึงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองพิษณุโลก
สรุป ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องกับที่ศาลปกครองพิษณุโลกพิพากษายกฟ้อง จึงมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองพิษณุโลก




No comments